Forex

มารู้จักกับ 22 รูปแบบของ Chart ใน Forex กัน

ถ้าคุณเริ่มอยากจะเรียนรู้ FX หรือ Forex ให้มากขึ้นแล้วล่ะก็การได้รู้จักกับ Chart ประเภทต่าง ๆ ทั้งในแบบ Candlesticks และแบบ Line ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
ซึ่งจุดแรก ๆ ที่คุณควรจะเริ่มสังเกตกันนั่นก็คือบรรดาเส้นทั้งสีฟ้า แดง ขาว ดำ ที่เรียงรายมาให้คุณได้เห็นกันตรงหน้านั่นเอง อย่าให้การที่คุณไม่เข้าใจมันได้อย่างถูกต้องกลายเป็นการทำให้คุณต้องพลาดสิ่งดี ๆ ที่เหล่า Chart พยายามบอกมันกับคุณ

และแน่นอนว่า Chart เหล่านี้มีความสำคัญและมีความหมายมากมายซ่อนอยู่ถ้าคุณอยากเป็นผู้ร่วมอยู่ในตลาดที่ดีแล้วล่ะก็มาเริ่มหายใจเข้าให้ลึก ๆ แล้วมาทำความรู้จักกับ Chart เหล่านี้ไปพร้อม ๆ กันเลยดีกว่า

โดยใน Chart นั้นจะสามารถบ่งบอกให้คุณได้รู้ถึงการลงทุนประเภทต่าง ๆ ได้ทั้งในแบบของนักลงทุนทั่วไปหรือเหล่ารายย่อย นักลงทุนที่เป็นสถาบันต่าง ๆ รวมไปถึงนักลงทุนต่างชาติ เป็นต้น
และไม่ว่าคุณจะต้องการอะไรก็ตาม Chart ก็รวบรวมทุกอย่างที่คุณต้องการมาไว้ให้เรียบร้อยแล้ว

และยิ่งไปกว่าการที่ได้รู้ว่าใครเป็นผู้ร่วมตลาดของคุณอยู่บ้างแล้ว การเข้าใจ Chart นั้นยังทำให้คุณสามารถคาดเดาเหตุการณ์ต่าง ๆ ทั้งการขึ้นลงหรือการควรเข้าไปมีส่วนร่วมในการลงทุนต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย เชื่อได้เลยว่า Chart นี่แหละทำให้คุณเข้าใจสถานการณ์ต่าง ๆ ในเวลานั้นได้ดีที่สุดวิธีหนึ่งอย่างแน่นอน

ถ้ามาถึงจุดนี้สิ่งที่คุณเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองก่อนจะเรียนรู้เรื่องของ Chart ในวันนี้คือ

– คุณต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับรูปร่างของ Chart ที่คุณได้เห็นใน Forex
– คุณต้องการเรียนรู้ถึง Chart ที่บ่งบอกถึงความเปลี่ยนแปลง

ถ้าทั้ง 2 คำถามนี้ตรงใจคุณอยู่ล่ะก็วันนี้เราก็มาเจอกันอย่างถูกที่ถูกเวลาแล้วอย่างแน่นอน เพราะทุกอย่างที่คุณต้องการอยู่ข้างล่างนี้เรียบร้อยแล้ว



สารบัญ

รูปแบบของ Chart ที่บ่งบอกถึงอัตราการแลกเปลี่ยน

ถ้าคุณกำลังสับสนหรือเครียดกับการที่ไม่รู้ว่าจุดไหนที่เรียกได้ว่าทำกำไรหรือจุดไหนที่เรียกว่าขาดทุนแล้วล่ะก็คุณควรจะมุ่งเป้ามาที่ Chart นี่แหละถูกต้องและช่วยเหลือคุณได้มากที่สุดและแน่นอนว่ามันก็มีรูปแบบของมันเตรียมไว้ให้คุณมาศึกษากันอยู่แล้ว

สำหรับ Forex แล้วรูปแบบของ Chart นั้นจะค่อนข้างมีการทำซ้ำอยู่ค่อนข้างสูงทำให้คุณสามารถที่จะคาดเดาทั้งเพดานและจุดต่ำสุดของตลาดได้ซึ่งจะมาในรูปแบบที่เรียกว่า Candlestick นั่นเอง ทำให้เมื่อคุณเริ่มเข้าใจมันแล้วนั้นคุณจะสามารถที่จะคาดเดาจุดพักหรือจุดเปลี่ยนแปลงของตลาดได้ด้วยการดู Chart นั่นเอง

และ Forex ก็ทำให้คุณต้องกลับมาท่องจำกันอีกครั้งเพราะถ้าคุณสามารถจดจำรูปแบบของ Chart ได้คุณก็จะสามารถคาดการณ์ได้นั่นเอง และมันก็ทำให้การอ่าน Chart ในครั้งต่อ ๆ ไปของคุณมี
ประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นนั่นเองซึ่งจุดตัดของมันจะเป็นจุดที่คุณสามารถสังเกตและเข้าใจได้มากขึ้นด้วยนั่นเอง

อย่างที่คุณได้เห็น Chart แสดงให้เห็นได้ถึงการเคลื่อนไหวของตลาด คุณสามารถเห็นความเคลื่อนไหวตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันได้จาก Chart และแน่นอนว่าคุณสามารใช้ Chart นี่แหละเพื่อที่จะดูแนวโน้มข้างหน้าที่กำลังจะเกิดขึ้นกับตลาดได้ด้วยเช่นกัน

Chart ช่วยให้คุณคาดการณ์เพดานสูงสุดและจุดล่างสุดได้

Chart รูป Candlestickเป็น Chart ที่เคลื่อนไหวขึ้นลงได้อย่างรวดเร็วและการเคลื่อนไหวของมันก็บอกอะไรคุณได้หลายอย่างเลยทีเดียว

เพราะมันคือสิ่งที่ทำให้คุณสามารถเห็นทั้งเพดานของ Chart และจุดล่างสุดของตลาดได้พร้อมกัน และแน่นอนถ้า Candlestick สูงขึ้นนั่นก็คือเพดานและถ้ามันต่ำลงมามันก็คือจุดล่างสุดนั่นเอง ไม่ยากเกินไปแน่นอนในจุดนี้ ถ้าเมื่อไรที่ Chart มันดูใกล้เคียงกับเชิงเทียนมันก็ถึงเวลาแห่งการคาดเดาของคุณแล้วนั่นเอง

มาลองคาดการณ์จากช่วงของ Chart กันบ้าง

นอกจากการขึ้นลงของ Chart แล้วช่วงห่างของ Chart นั้นก็ยังเป็นอีกจุดที่คุณควรให้ความสนใจเพราะมันคือแนวโน้มของราคานั่นเอง โดยการเคลื่อนไหวในช่วงห่างของราคานั้นจะเคลื่อนไหวทีละเล็กน้อยเพื่อให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงเวลา แต่ในส่วนของอัตราการเติบโตนั้นจะออกมาในอีกรูปแบบที่ทำให้คุณเห็นได้เลยว่า Chart มีแนวโน้มเคลื่อนที่ขึ้นลงอย่างเห็นได้ชัดและแน่นอนช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มราคานี่แหละเป็นแนวโน้มของจุดขายที่สำคัญมากของ Forex เลยก็ว่าได้ และทั้งหมดก็อยู่ใน Chart แบบ Candlestick เรียบร้อยแล้ว

และเพื่อการกำหนดช่วงพักให้ทุกคนได้เข้าใจตรงกันมันจึงมีเส้นแนวนอนเพื่อกำหนดขีดจำกัดทั้งบนและล่างของ Chart อยู่รวมทั้งในส่วนของช่วงราคาด้วย และหากทุกอย่างเริ่มดำเนินไปเกินกว่าเส้นแนวนอนที่กำหนดเอาไว้ก็แสดงว่ามันมีความเป็นไปได้สูงที่ทุกอย่างจะถึงช่วงเบรกแล้วนั่นเอง

มาลองเรียนรู้รูปแบบทั่วไปของ Chart กันบ้าง

นอกจาก Chart ในแบบ Candlestick ที่เราพูดถึงกันไปข้างบนแล้วความจริงก็ยังมี Chart อีกกหลากหลายแบบที่คุณควรได้รู้จักกับมันให้มากขึ้นและเราจะหยิบ Chart รูปแบบที่เหมาะจะมาเป็นตัวแทนของเหล่าบรรดา Chart มาให้คุณได้ดูกัน

Head & Shoulder

แม้ว่าจะมี Chart อยู่หลากหลายรูปแบบก็จริงแต่ความสำคัญของ Chart นี้ก็คือการทำให้คนอ่านได้รู้ว่านี่แหละจุดสิ้นสุดของ Chart แล้วนั่นเอง แต่อย่าลืมว่าทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้เสมอเพียงแค่ส่วนใหญ่เมื่อคุณได้เจอ Head & ShoulderChart แนวโน้มต่าง ๆ มันก็จะเริ่มสิ้นสุดและเข้าสู่การเริ่มต้นใหม่แล้วนั่นเอง

Double top

เหมือนในข้อที่ผ่านมา Head & Shoulder นั้นจะดูเหมือนเป็นภูเขา 3 ลูกแต่ในส่วนของ Double top นั้นจะเป็นเพียงภูเขา 2 ลูก และ Chart นี้ก็เป็นสามารถบ่งบอกคุณได้ว่าเพดานมีแนวโน้มจะสูงขึ้นและมันจะไม่ส่งปัญหาใด ๆ แม้ว่าภูเขาทั้งสองจะไม่เท่ากันก็ตาม

Inverted V shape

นี่คือกราฟที่จะพูดกันง่าย ๆ ก็คือตัวอักษร V กลับหัวนั่นเอง ซึ่งมันแสดงให้เห็นถึงการพุ่งขึ้นไปสู่เพดานสูงสุดและตกลงมาอย่างรวดเร็ว แต่อย่างไรก็ตาม Chart นี้มีความจำเป็นที่จะต้องดูประกอบกับองค์ประกอบอื่น ๆ ด้วย เช่น ข่าวสารที่เกี่ยวข้องทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง เพราะสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่มีผลกับอัตราการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศมากที่สุดนั่นเอง

Saucer top type

และนี่คือ Chart ที่แสดงให้คุณเห็นถึงเพดานที่ใกล้เคียงกับราคาตลาดและทำให้เห็นถึงราคาที่ขึ้นลงมาเป็นเวลานานอีกด้วย และสามารถเรียกได้ว่าเป็น Dumpling Ceilingนั่นเอง และนี่คือ Chart ที่ง่ายต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียวมันคือสัญญาณที่คุณควรให้ความระมัดระวัง และถ้ามันเริ่มลดลงแล้วล่ะก็มันจะลดลงมากอยู่พอสมควรเลยทีเดียว

Moving average line approach type

ปกติแล้วนี่คือ Moving Average Lineที่จะใช้เพื่อแทนการเคลื่อนไหวของตลาดและ Chart นี้ก็จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ Chart แบบ Candlestickแยกออกมาจาก Moving Average Line และในส่วนของ Moving Average Line เองก็มีแนวโน้มที่จะสูงมากขึ้นนั่นเอง

เมื่ออัตราแลกเปลี่ยนเกิดลดลงและ Chart แบบ Candlestick เองก็เข้าไปใกล้กับ Moving Average Lineมันจะเกิดการพลิกกลับอีกครั้งก่อนที่จะไปตัดกันตรงที่ Moving Average Line วิ่งผ่าน

โดยเทคนิคของ Chart ต่าง ๆ เหล่านี้จะอยู่ใน “Foreign Exchange online” และนอกเหนือจากตัวบ่งชี้ที่เจอบ่อย ๆ อย่าง SMA,MACDและ RSI แล้วนั้นบรรดาตัวชี้วัดต่าง ๆ ทั้ง Kelutner channel และ Shinohara ratio รวมทั้งตัวอื่น ๆ อีกกว่า 26 ประเภทก็จะรวมอยู่ในนั้นด้วยเช่นกัน ซึ่งมันเหมาะมากที่มือใหม่ของ Forex จะเข้าไปดาวน์โหลดและศึกษากัน

มารู้จักกับ Chart ที่แสดงด้านล่างกันบ้าง

Triple bottom

ตัว V ทั้ง 3 ตัวที่ประกอบกันจนกลายเป็น Chart ให้คุณได้เห็นอยู่นี้กำลังจะบอกคุณว่าราคาในตลาดได้ลดลงอย่างมากและจากนั้นก็เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกันถือเป็นความผันผวนของตลาดนั่นเอง

Double bottom

สถานการณ์นี้เร้าใจกว่าข้อแรกอยู่พอสมควรเพราะมันเกิดราคาเพิ่มขึ้นและตกลงเป็นอย่างมากซึ่งเป็นเหมือนการสะท้อน Chart ด้านบนแต่มาในแบบของคู่คว่ำบ้างนั่นเอง

V shape

นี่คือ Chart ที่บ่งบอกถึงนาทีทองเพราะว่าราคาตลาดมีการเพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างมากและในช่วงที่ราคาลดนั้นก็มีเพียงแค่องศาเดียวซึ่งนั่นหมายความมันน้อยและเกิดขึ้นสั้นมากนั่นเอง

แต่อย่างไรก็ตาม Chart ในลักษณะนี้ไม่ได้ช่วยให้คุณคาดการณ์ได้ดีมากนักแถมยังมีความยากให้การรับมือกับมันอีกด้วย

Saucer bottom type

มันอาจจะคล้ายกับ Chart ที่เกิดรูปแบบลักษณะนี้ขึ้นที่ด้านบนแต่เมื่อมันมาอยู่ด้านล่างนั่นก็หมายความว่าราคาตลาดลดลง และยังคงเกิดราคาในระดับนั้นซ้ำ ๆ กันอยู่เป็นเวลานาน แต่แน่นอนว่ามันก็พอมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นได้เหมือนกันแต่อย่างไรก็ยังอยู่ที่ด้านล่างอยู่ดี

Moving average line approach type

แทนที่ Moving Average Lineจะตั้งเป็นแนวรับที่ดีแต่ในกรณีนี้มันดันอยู่ในแนวต้านและดิ่งลงอย่างที่เห็นมันก็ผันตัวกลายเป็นเส้นที่แสดงผลในด้านล่างโดยทันที และหลังจากนี้แม้ว่าอัตราการแลกเปลี่ยนจะเพิ่มขึ้นแต่ก็จะเกิดเพียงชั่วคราวเท่านั้นต้องรอจน Chart ในแบบ Candlestick เข้าใกล้ Moving Average Line มันถึงจะเกิดการขยับตัวอีกครั้งนั่นเอง

Chart ที่จะแสดงให้คุณเห็นว่ามันเข้าใกล้ช่วง Break แล้ว

Box

เห็นได้ชัดว่าช่วงของมันเป็นรูปร่างคล้ายกับกล่อง ซึ่งจะเข้ามาแสดงให้คุณได้เห็นว่าหลังจากการเคลื่อนที่ขึ้นลงเป็นปกติแล้วมันก็จะเริ่มเคลื่อนที่ไปทิศทางเดียวกับแนวโน้มนั่นเอง

Flag

จริง ๆ มันก็เกือบจะดูคล้ายกับกล่องแต่มันมีแนวโน้มจะขยับตัวลงมาในทิศทางตรงข้ามหรือตกลงอยู่บ้างซึ่งมันจะเป็นรูปแบบที่บ่งบอกให้เห็นถึงการลดราคาเพื่อที่จะปล่อยออกไปนั่นเอง

Pennant

นี่แสดงให้เห็นถึงช่วงราคาที่แคบลงอย่างเห็นได้ชัดหรือบางทีก็สามารถเรียกได้ว่าเป็น “triangle keeping” เลยก็ได้เช่นกัน มักจะใช้เรียกเมื่อราคามีความเป็นไปในทางเดียวกับแนวโน้ม ซึ่งส่วนใหญ่ราคาด้านบนจะลดลงและราคาที่ต่ำกว่าจะเริ่มตัดขึ้นไปบ้างนั่นเอง

Wedge

จะเห็นได้ว่า Chart รูปแบบนี้มีราคาตรงข้ามกับแนวโน้มอยู่ในตอนท้าย ซึ่งราคาดูจะลดลงเรื่อย ๆ จะเมื่อถึงจุดมันจะพุ่งขึ้นไปแบบต้านแนวโน้มเลยก็ว่าได้

อะไรบ้างที่คุณจะเห็นได้จาก Chart

นอกจากการรู้ทันและอ่านบรรดา Chart ต่าง ๆ ได้อย่างเข้าใจตามที่ได้แนะนำกันไปข้างบนแล้วนั้น Chart ยังช่วยให้คุณคาดการณ์อนาคตที่อาจจะเกิดขึ้นได้ดีขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งสามารถดูได้ใน Chart แบบ Candlestickถ้ายังไม่เข้าใจมาลองดูตัวอย่างกันหน่อยดีกว่า

เส้นแนวโน้มและการลื่นไหลของมัน

การวาดเส้นแนวโน้มลงไปมันทำให้คุณสามารถเห็นได้ถึงการเคลื่อนไหวของราคาได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งการดูเส้นแนวโน้มนั้นควรควบคู่ไปกับการพิจารณาจากระยะเวลาด้วยว่ามันเป็นรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน เพื่อดูอัตราต่าง ๆ ว่าเป็นไปในทิศทางใด และเมื่อChart แบบ Candlestick นั้นพุ่งขึ้นและเราวาดเส้นแนวโน้มลงไปก็มักจะเห็นได้ถึงจังหวะของคำสั่งซื้อและออเดอร์ใหม่ ๆ นั่นเอง

มาตรวจสอบSupport line และ Resistance line กันบ้าง

นี่คือความเคลื่อนไหวสำคัญที่เราจะใช้เพื่อคาดการณ์ราคาหุ้นในอนาคต นี่จะเป็นการตรวจสอบที่ทำให้คุณเห็นระยะสั้น ระยะกลางได้ดีขึ้น และการค่อย ๆ วาดเส้นลงไปในแต่ละบรรทัดนั้นคุณจะเห็นความแตกต่างของแต่ละบรรทัดได้ดียิ่งขึ้น และยังสามารถสำรวจอัตราในจุดต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย และเช่นเคยการมอง Chart ตัวนี้เน้นมองคู่ไปกับระยะเวลาจะช่วยให้คุณเห็นความเป็นไปได้ได้ดีที่สุดนั่นเอง ซึ่งเมื่อ Chart แบบ Candlestick นั้นมีการพุ่งขึ้นหรือลดลงก็หมายถึงระยะเวลาของคำสั่งซื้อและออเดอร์ใหม่ ๆ นั่นเอง

มาเช็ค Chart แบบ Candlestick เพื่อดูแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงกันบ้าง

Hanging man

Chart แบบ Candlestick ที่มีลักษณะสั้น ๆ โผล่ขึ้นมาอยู่เพดานสูงสุดแบบในรูปนี้เรียกกันอีกอย่างว่า Hanging man และนี่คือสิ่งที่บ่งบอกว่าเป็นช่วงที่ทำกำไรได้ดีที่สุดแถมยังเป็นกำไรที่เรียกได้ว่าสูงที่สุดอีกเมื่อเทียบกับทุกช่วงใน Chart อีกด้วย

กล่าวอีกนัยหนึ่งมันคือสัญญาณจาก Chart ที่บ่งบอกว่าเพดานของคุณมีประสิทธิภาพมากในขณะนั้น แต่จะได้เห็นแบบนี้ก็ต่อเมื่อราคานั้นสูงทะลุตลาดมากว่าที่เคยเป็นแต่อย่างมัวแต่ดีใจให้คุณรีบทำตามสุภาษิต “น้ำขึ้นให้รีบตัก” เพราะหลังจากนี้มันจะลดลงอย่างรวดเร็วนั่นเอง

Shooting Star

คราวนี้มี Hanging man มาด้วยเหมือนเดิมแต่มันกลับหัวจาก Chart ที่แล้วและมาอยู่ในราคาของด้านล่างซึ่งอย่างที่รู้กันว่ามันเป็นช่วงที่ไม่ดีสำหรับการขายเท่าไรนัก แต่ถ้าอยากจะซื้อเก็บไว้ล่ะก็นี่ก็เป็นนาทีทองอยู่เหมือนกันเพราะไม่นานมันก็จะกลับมาพุ่งสูงขึ้นนั่นเอง

Doji

คราวนี้ของเรียกชื่อเต็ม ๆ ไปว่า Hanging line เลยดีกว่าหรืออาจจะเรียกว่า Parasitic lines หรือ Polar linesซึ่งก็รวมกันอยู่ใน Facing line นั่นเอง เป็นช่วงที่บ่งบอกถึงสัญญาณที่ดีของตลาดว่าจะขึ้นมาอยู่ในจุดสูงสุดแล้วนั่นเอง

Cable

ไม่ต้องมีคำอธิบายอะไรให้มากเกินไปกว่า “นี่คือเวลาซื้อ” เอาล่ะถ้าเจอ Chart เข้าไปก็จัดการเลยแต่ถ้ามันเป็นช่วงที่คุณอยู่ในฐานะคนขายล่ะก็…อยู่นิ่งไว้ก่อนดีที่สุด

Cover line

เส้นนี้เรียกได้ว่าเป็นเหมือนม้ามิดเลยก็เป็นได้เพราะมันจะซ่อนตัวอยู่และมีแนวโน้มจะบวกขึ้นแต่ดันมาเกิดขึ้นในช่วงที่กำลังซื้อเริ่มลดลงนั่นทำให้ช่วงนี้กลายมาเป็นช่วงเปลี่ยนตลาดนั่นเอง

Coma

นี่คือ Chart แบบ Candlestick ที่เรียกได้ว่าอยู่ในระยะที่สั้นมากเลยก็ว่าได้ แม้ว่ามันจะดูเป็นแนวโน้มที่ดีของราคาแต่มันกลับเป็นสิ่งที่แสดงออกให้เห็นถึงความลังเลของตลาดว่าจะขึ้นหรือลงในช่วงต่อไป ในช่วงนี้ทั้งการซื้อและการขายอาจจะอยู่ในช่วงที่เท่า ๆ กันจนคาดการณ์ได้ยากกว่าเดิมว่าจะเป็นอย่างไรกันต่อไป

Lucifer

เส้นนี้จะปรากฏขึ้นในทิศทางของการลงหรือด้านล่างเสมอ และจากนั้นก็จะตามมาด้วยเส้นบวกที่จะพุ่งขึ้นไปสู่เพดาน และราคาที่พุ่งสูงในครั้งนี้จะใกล้เคียงกับราคาที่เคยพุ่งขึ้นสูงก่อนหน้าเส้น Lucifer จะเกิด ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในกรณีของหุ้นมากกว่า Forex ซึ่งหุ้นเองต้องใช้เส้นแนวโน้มวาดเป็นรูปไม้กางแขนเพื่อนประเมินสถานการณ์กันดูก่อน และช่วงของ Lucifer นี้จะเกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืนเท่านั้น

Evening Star

Chart ในแบบ Evening Starนั้นเป็นแนวโน้มในช่วงขาลง โดยChart แบบ Candlestickสีขาวจะมีตำแหน่งของ Starอยู่ในในตัวและStar เองจะมีช่องว่างจากCandlestickก่อนหน้าซึ่งมันคือสัญญาณแรกของความไม่แน่ใจในการตัดสินใจในตลาดหุ้นซึ่งจะเป็นตำแหน่งของ Star ที่มีขนาดเล็ก และในวันต่อมามันจะมีช่องว่างในระดับต่ำและราคาปิดก็จะต่ำตามไปด้วย

มาเช็คกฎของ Granville กันบ้าง

กฎที่เรียกได้ว่าโด่งดังที่สุดสำหรับเหล่านักเทรน Forex นั่นก็คือ กฎ Granville นั่นเอง มันถูกคิดค้นมาจาก Joseph E. Granville ซึ่งเขาก็คือนักวิเคราะห์ด้านการลงทุนที่มีชื่อเสียงมากในสหรัฐฯ นั่นเอง และยังคงใช้ Moving Average Lineสำหรับ Chart อยู่อีกด้วย

ถ้าอยากทำตามกฎ Granville แล้วล่ะก็นี่คือจุดที่คุณควรจะซื้อ

1.เมื่อเส้นค่าเฉลี่ยนั้นได้เคลื่อนที่ตกลงหรือปรับระดับขึ้นรวมทั้งอัตราการแลกเปลี่ยนค่อย ๆ เคลื่อนเข้าหาเส้นค่าเฉลี่ยและเคลื่อนที่จากด้านล่างจนถึงเพดานด้านบน
2.เมื่ออัตราแลกเปลี่ยนค่อย ๆ เคลื่อนลงสู่ด้านล่างแต่ยังมีเส้นค่าเฉลี่ยที่มีแนวโน้มจะสูงขึ้น
3.เมื่ออัตราแลกเปลี่ยนลดลงไปตามเส้นค่าเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นและอัตราแลกเปลี่ยนจะกลับมาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่ไม่รบกวนเส้นค่าเฉลี่ยแต่อย่างใด
4.เมื่ออัตราแลกเปลี่ยนดูแตกต่างจากเส้นค่าเฉลี่ยที่ดูเหมือนจะมีแต่ลดลงเรื่อย ๆ

มาถึงจุดที่คุณควรจะขายกันบ้างดีกว่า

1.เมื่อเส้นค่าเฉลี่ยมีการเคลื่อนที่เพิ่มขึ้นหรือปรับระดับลดลงแล้วอัตราแลกเปลี่ยนเคลื่อนมาตัดเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนจากบนลงล่าง
2.เมื่ออัตราแลกเปลี่ยนเริ่มเคลื่อนจากด้านล่างสู่เพดานโดยที่ตัวเส้นค่าเฉลี่ยมีแนวโน้มเคลื่อนที่ลดลง
3.เมื่ออัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้นใกล้กับเส้นค่าเฉลี่ยที่ลดลงแต่กลับปรับตัวลดอีกครั้งโดยที่ไม่ผ่านเส้นค่าเฉลี่ย
4.เมื่ออัตราแลกเปลี่ยนต่างจากเส้นค่าเฉลี่ยที่สูงเพิ่มขึ้น

นี่คือกฎซื้อขายทั้ง 4 ข้อที่คุณควรจะได้รู้เอาไว้และแน่นอนว่าถ้าคุณดูมันคู่ไปกับ Chart แบบ Candlestick ทุกอย่างจะดูง่ายขึ้นแน่นอน

เราอยากจะแนะนำRSI มากกว่า Chandem Momentum

ตัวบ่งชี้ทางเทคนิคในระบบ Oscillator นั้นเป็นที่รู้จักสำหรับ RSI กันอยู่แล้วแต่มี Chandem Momentum Oscillator เข้ามาเป็นดัชนีชี้วัดทางเทคนิคของระบบ Oscillator อีกหนึ่งอย่างซึ่งในส่วนนี้จะมาอธิบายถึงคุณลักษณะของ RSI และ Chandem Momentum Oscillator รวมทั้งเหตุผลที่อยากจะแนะนำ Chandem Momentum Oscillator ในมุมมองที่เรียบง่ายของ Chandem Momentum Oscillator ให้กับคุณได้รู้จักกันอีกด้วย

ดัชนีทางเทคนิคที่เป็นตัวแทนของระบบ Oscillator “RSI”

เนื่องจาก RSI เป็นตัวบ่งชี้ทางเทคนิคที่เป็นตัวแทนของระบบ Oscillator จึงเป็นที่ชื่นชอบของนักลงทุนจำนวนมาก RSI เป็นตัวย่อที่มาจากคำว่า “Relative Strength index” นั่นเองและเมื่อใช้วิธีนี้คุณจะสามารถตัดสินได้ว่าตลาดกำลังเพิ่มขึ้นหรือลดลงส่งผลไปถึงการตัดสินใจซื้อขายนั่นเองเพราะตัวบ่งชี้ทางเทคนิคของระบบ Oscillator เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการเก็งผลกำไรใน Forex เลยก็ว่าได้

แล้วChandem Momentum Oscillator (CMO) คืออะไร

Chandler Momentum Oscillator นั้นเรียกได้ว่าเป็นดัชนีทางเทคนิคของระบบ Oscillator เช่นกันแต่จะค่อนข้างใหม่กว่าตัวอื่นและได้รับการประกาศใช้โดย Tushar S. Chandeในปี 1994 นั่นเอง
ซึ่งมักจะย่อเป็น CMO เพื่อให้ง่ายต่อการเรียกมากขึ้นและจำนวนผู้ใช้งานก็ดูจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เองและทำงานเช่นเดียวกับ RSI ที่ให้คุณสามารถดูได้ว่าตลาดกำลังเพิ่มขึ้นหรือลดลงนั่นเอง

ถ้าอย่างนั้นอะไรคือความแตกต่างระหว่าง RSI และ Chandem Momentum Oscillator (CMO)

อย่างที่บอกกันไปแล้วว่าทั้ง RSI และ Chandemomentum Oscillator นั้นสามารถที่จะทำให้คุณได้ทราบว่าตลาดอยู่ในกรอบ Oversold หรือ Oversold หรือการขึ้นลงของตลาดได้อย่างรวดเร็วนั่นเอง

แต่ก็ดูเหมือนว่าRSI จะมีฟังก์ชันที่สามารถคำนวณค่าเฉลี่ยจากช่วงเวลาที่กำหนดของดัชนีได้แต่Chandem Momentum Oscillator นั้นจะเข้ามาช่วยให้เรากำลังมองหาตัวบ่งชี้ได้เพิ่มขึ้นซึ่งจะอยู่นอกเหนือจากการทำงานของ RSI นั่นเอง ทำให้ Chandemic Momentum Oscillator นั้นทำให้คุณสามารถที่จะทราบความแรงของแนวโน้มได้ แถมยังเป็นประโยชน์อย่างมากในการหารายได้ด้วย Forex ซึ่งคุณสามารถทราบจุดแข็งของแนวโน้มได้ทันทีที่ทราบว่ามีการขายเกินหรือซื้อมากเกินไป

มามองในมุมของ Chandem Momentum Oscillator (CMO)กันบ้าง

ในมุมของ Chandem Momentum Oscillator นั้นแทบจะเหมือนกับ RSI แต่จะต่างกันตรงที่ถ้าเป็น MT 4 ข้อมูลของ Chandem Momentum Oscillator จะปรากฏในหน้าต่างย่อยโดยที่100 บรรทัดจะปรากฏในแถวบนของหน้าต่างย่อย 50 บรรทัดในแถวกลางและในแถวล่างจะไม่ปรากฏอะไรหรือจะพูดว่ามี0 บรรทัดก็ได้ ซึ่งอย่างที่รู้กันว่าถ้าในแถวล่างบรรทัดเกิน 50ขึ้นไปแล้วนั้นจะถือว่าเป็น “too bought” แต่ถ้ามันน้อยกว่า 50แล้วล่ะก็มันถูกตัดสินว่า “oversold” นั่นเอง

นอกจากนี้ในบริเวณใกล้เส้น100 มาเท่าไรยิ่งมีแนวโน้มว่าจะมีการเพิ่มขึ้นมากเท่านั้นและถ้าเข้าใกล้เส้น0 นั่นก็หมายความว่ามีแนวโน้มจะลดลงนั่นเอง ด้วยวิธีนี้ Chandem Momentum Oscillator จึงกลายเป็นเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่คุณจะได้รู้ว่า “too bought” หรือ “oversold” แถมยังได้รู้แนวทางของแนวโน้มไปพร้อม ๆ กันอีกด้วย

ระวัง Damashi

จากบรรดา Chart ข้างบนที่เราได้ยกตัวอย่างมานั้นน่าจะพอทำให้คุณสามารถเรียนรู้ที่จะทราบจังหวะการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มได้มากขึ้น ดังนั้นนักลงทุนจำนวนมากจึงเลือกที่จะเกาะติดเพื่อที่จะได้ติดตามดูรูปแบบของChart เหล่านี้อย่างใกล้ชิดนั่นเอง

แต่อย่างไรก็ตามทุกอย่างก็ไม่ได้เป็นไปตาม Chart เสมอไป และยังมีตัวอย่างในหลาย ๆ กรณีที่แสดงให้เห็นว่าตลาดไม่ได้เคลื่อนที่ไปตามที่ควรจะเป็นอย่างที่ปรากฏอยู่ใน Chart แบบปกติเพราะในบางครั้งแม้ว่า Chart จะแสดงให้เห็นว่ามีแนวโน้มจะขึ้นแต่ราคาในตลาดกลับไม่เพิ่มขึ้นแถมยังลดลงก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เช่นเดียวกัน

รับมือกับช่วงที่ Damashi เกิดขึ้นกันดีกว่า

ถ้าสมมติว่าคุณต้องการสร้างตำแหน่งที่ยาวขึ้นเมื่อใช้นำ Chart ที่เพิ่มขึ้นมาเทียบแต่จากนั้นอัตราการแลกเปลี่ยนกลับลดลงทันทีที่คุณสร้างตำแหน่งยาวหากสิ่งนี้เกิดขึ้นจริงแล้วล่ะก็มันจะทำให้ทุกอย่างกลับหัวไปหมดเพราะมีการลดลงทั้งที่ Chart เพิ่มขึ้นทำไมถึงเกิดเหตุการณ์แบบนี้คำตอบก็คือการเคลื่อนไหวประเภทนี้มันคือการที่นักลงทุนจำนวนมากสร้างตำแหน่งการซื้อโดยดูจากChart ซึ่งอาจจะมีเหล่านักลงทุนขนาดใหญ่เช่นนักลงทุนสถาบันที่มีทรัพยากรทางการเงินขนาดใหญ่คาดการณ์การเคลื่อนไหวเอาไว้และดันขายนั่นก็คือคำตอบว่าทำไมทุกอย่างมันกลับไปสู่ด้านตรงข้ามนั่นเอง และเมื่ออัตราดอกเบี้ยลดลงทำให้เหล่านักลงทุนเทขายก่อนที่ทุกอย่างจะขาดทุนไปมากกว่านี้นั่นเอง

แล้วคุณจะทำอย่างไรเมื่อบังเอิญต้องไปติด Damashi

การลงทุนมาคู่กับความเสี่ยงเสมอและน่าเสียดายที่มันเป็นเรื่องยากพอสมควรที่คุณจะเลี่ยงการติดอยู่กับสีแดงเข้มได้พ้นไปตลอด ดังนั้นหาก Damashiเกิดขึ้นและมีการสูญเสียตามมาแล้วล่ะก็ให้ตัดสินใจตัดสายที่อาจจะก่อให้เกิดความสูญเสียที่มากขึ้นออกเสียก่อนและเมื่อเจอสีแดงเข้มเกิดขึ้นมาเมื่อไรก็อย่ารอช้าให้ตัดมันทิ้งทันที

คุณไม่ควรถือครองความสูญเสียเอาไว้นาน ๆ เพราะสุดท้ายคุณอาจจะไม่ได้อะไรกลับคืนมาเลยก็ได้หรืออาจใช้เวลานานมากกว่าที่การคืนค่าและในช่วงเวลาที่คุณต้องการจะกลับมาพร้อมกับชดเชยความสูญเสียให้คุณครบ เพราะส่วนใหญ่ถ้าคุณเกิดความสูญเสียขึ้นมันก็มักจะลามไปอย่างรวดเร็วขยายไปเรื่อย ๆ การตัดไฟแต่ต้นลมอาจจะเจ็บแต่รับรองว่าจบแน่นอน

บทสรุป

รูปแบบของ Chart และChart แบบ Candlestickนั้นเป็นปัจจัยที่สำคัญมากที่จะทำให้คุณสามารถรับรู้ได้ถึงแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ แต่ถ้ายึดเพียงการดู Chart อย่างเดียวก็มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะเกิดความคลาดเคลื่อนขึ้นเพื่อไม่ทำให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นการเลือกใช้เส้นแนวโน้มเส้นสนับสนุน และเส้นความต้านทาน ฯลฯ มาพิจารณาไปพร้อม ๆ กันน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการวิเคราะห์สถานการณ์ความเป็นไปได้การทำเช่นนี้จะทำให้คุณสามารถเห็นการไหลเวียนของตลาดได้ชัดเจนยิ่งขึ้นและมันยังสามารถเพิ่มความถูกต้องของการวิเคราะห์Chart ให้กับคุณได้อีกด้วย ลองมองให้รอบด้านแล้วคุณอาจจะเจอโอกาสมากกว่าที่เคย

Investwallet

Investwallet

Author archive

สื่อทางการเงินที่เป็นประโยชน์สำหรับการจัดการสินทรัพย์



Related post

  1. ถ้าอยากรวยให้เลิกสนใจคำว่าจน
  2. เทคนิคการวิเคราะห์เบื้องต้นของ &…
  3. มารู้จัก moving average line เพื…
  4. ไขข้อสงสัยทำอย่างไรจะรวยในสนาม F…
  5. มาเริ่มรู้จักแผนภูมิให้ลึกขึ้นกั…
  6. มารู้จักกับการวิเคราะห์ Technica…
  7. ลักษณะของคนที่ล้มเหลวใน Forex
  8. สไตล์การซื้อขาย Forex

โพสต์แนะนำ

7 เทคนิคการเอาชนะในสังเวียน Forex

วิธีการที่คุณจะได้รับชัยชนะจาก Forex มีอยู่ 2 ทางน…

เงินดิจิตอล(Cryptocurrency) Cardano(ADA) คือ

Cardano(ADA) คือ เงินดิจิตอล(Cryptocurrency)ที่ถูก…

เงินดิจิตอล(Cryptocurrency) Ripple(XRP)คืออะไร

Ripple(XRP)นั้นมีเป้าหมายที่จะมีบทบาทสำคัญในการส่ง…

เงินดิจิตอล(Cryptocurrency) NEM(XEM) คืออะไร

NEMเป็นโปรเจ็คเงินดิจิตอล(Cryptocurrency)ที่สร้างข…

เงินดิจิตอล(Cryptocurrency) Ethereum คืออะไร

Ethereum รูปแบบที่แท้จริงของ Serenity จะสามารถกลาย…

NIKKEI 1DAY

New York Dow 1DAY

Nasdaq 1DAY

PAGE TOP