เทคนิค

มารู้จัก moving average line เพื่อจะได้เข้าใจเกี่ยวกับ general circulation analysis กัน

มาเริ่มรู้จักกับการวิเคราะห์เส้นค่าเฉลี่ยที่เราพบเห็นกันได้ทั่วไป



อะไรคือ general circulation analysis?

general circulation analysis หรือที่เรามักเรียกกันว่า moving average line นั้นถ้าจะให้เรียกกันอย่างกระชับและคุ้นหูมากขึ้นก็จะเรียกกันว่า ultimate moving average line นั่นเองซึ่งแบ่งออกเป็น short-term, medium-term, long-term ซึ่งแน่นอนว่า long-termmoving average line นั้นคือสิ่งที่บ่งบอกได้ถึงแนวโน้มและความแข็งแรงที่มากที่สุดนั่นเอง

และการศึกษาเรื่องของสกุลเงินต่าง ๆ ควบคู่ไปพร้อมกันนั้นก็ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่จะหาจุดที่เหมาะสมที่สุดใน ultimate moving average line แต่ถ้าในตอนนี้คุณยังเป็นมือใหม่กับเรื่องเหล่านี้อยู่ล่ะก็เราขอแนะนำให้คุณเริ่มต้นจาก 5, 20 และ 40 ตามลำดับ

แล้วจะทำการซื้อขายได้อย่างไร…มีขอบเขตอะไรที่ต้องรู้บ้าง?

ถ้าจะให้พูดกันถึงความเป็นไปได้ที่มูลค่าการซื้อขายจะขึ้นหรือลงในวันพรุ่งนี้ก็บอกเลยว่าโอกาสก็มักจะอยู่ที่ 50:50 เพราะอย่างที่รู้กันดีว่าอัตราการแลกเปลี่ยนต่าง ๆ ก็ต้องขึ้นอยู่กับการกำหนดโดยผู้ซื้อผู้ขายในแต่ละวันเป็นหลัก ถ้าคนส่วนใหญ่คิดตรงกันและซื้อแน่นอนว่ามันก็ต้องขึ้นและถ้าวันนั้นส่วนใหญ่ยังนิ่งอยู่ก็แน่นอนว่ามันจะต้องลดตามกฎของอุปสงค์อุปทานอย่างที่เราคุ้นเคยกันดี แต่ถ้าคุณอยู่กับมันไปสักพักคุณเองก็จะเริ่มเดาทางและวางการซื้อขายของคุณไว้เผื่ออนาคตได้และแน่นอนว่ามันจะเกิดความสมดุลขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง

แต่ก็มีบางครั้งเหมือนกันที่ข้อตกลงของผู้ซื้อผู้ขายต้องเป็นอันพังลงแต่ในกรณีนี้ส่วนใหญ่ผู้ซื้อจะเป็นฝ่ายได้เปรียบแต่ในเมื่อมันเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงอย่างกำหนดไม่ได้บางครั้งในกรณีนี้ผู้ขายเองก็สามารถพลิกเกมมาเป็นฝ่ายได้เปรียบได้เช่นเดียวกัน และในที่สุดไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ซื้อหรือผู้ขายขอบเขตของพวกคุณก็จะถูกกำหนดด้วยอำนาจของรัฐอยู่ดีคุณจำเป็นที่จะต้องศึกษาเรื่องราวเหล่านี้ให้ดีเสียก่อน…และนี่แหละพื้นฐานของการลงทุน

และเมื่อไรก็ตามที่คุณเริ่มเห็นถึงขอบเขตชัดมากขึ้นเท่าไรนั่นก็หมายความว่ามันคือแนวโน้มที่กำลังจะเกิดขึ้นแล้วนั่นเองซึ่งความหมายที่แท้จริงของแนวโน้มนั่นก็คือทุกอย่างยังคงดำเนินไปอย่างที่คุณเคยคาดการณ์เอาไว้นั่นเอง…ดังนั้นสังเกตขอบเขตให้ดีเพราะนั่นแหละแนวโน้มที่มันจะเกิดขึ้นกับคุณในช่วงเวลาเหล่านั้น

แต่เรื่องราวของการลงทุนไม่เคยหยุดนิ่งดังนั้นคุณจำเป็นที่จะต้องติดตามมันไปเรื่อย ๆ เพราะแนวโน้มที่เราคาดการณ์เอาไว้สามารถจบลงได้เสมอและเกิดแนวโน้มใหม่ขึ้นมาให้คุณได้ทักทายเรียกได้ว่ามันจะเกิดขึ้นแบบวันต่อวันกันเลยทีเดียว ดังนั้นคนที่อยู่ในวงการมานานมักจะมีคติประจำใจว่า “Trend is friend” และคุณเองก็ควรดูแลเพื่อนคนนี้ให้ดีที่สุดนั่นเอง

บทบาทสำคัญของ general circulation analysis มีอะไรบ้าง?

มาตกลงกันก่อนว่าต่อไปเราจะเรียก moving average line general circulation analysis กันว่า general circulation analysis

และถ้าคุณตกลงต่อไปเราจะมาชี้ให้คุณเห็นขอบเขตต่าง ๆ ชัดเจนขึ้น
ซึ่งสถานะของเส้นค่าเฉลี่ยนั้นจะแบ่งออกเป็น short order, middle term, long term ตามที่เราได้บอกกันไปแล้วข้างบนและจะเพิ่มขึ้นไปทางขวาบนและนี่แหละขอบเขตในการซื้อซึ่งจะเรียกกันว่า “Perfect order” นั่นเอง

และเราอยากให้คุณได้ลองแยกชาร์ตของ circulation analysis ออกเป็น 3 สถานการณ์ด้วยกัน

– เฟสที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
– เฟสที่ลดลง
– และอื่น ๆ

และในส่วนของความผันผวนของราคานั้นก็แบ่งออกเป็น 3 ด้านเช่นกัน

– มีเสถียรภาพที่สูงขึ้น
– สีเสถียรภาพที่ลดลง
– และนอกเหนือจากขึ้นหรือลง

ถ้าคุณพอจะเข้าใจพื้นฐานของชาร์ตและวิเคราะห์มันได้คล่องขึ้นแล้วความผันผวนต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทั้งในเรื่องของการวิเคราะห์และราคานั้นก็จะค่อย ๆ กลายเป็นเรื่องที่ง่ายดายกับคุณมากขึ้น คุณจะเริ่มมองออกว่าการซื้อจะมีเข้ามาเยอะในช่วงที่เสถียรภาพดีขึ้น และการขายจะดีขึ้นในช่วงที่เสถียรภาพลดลง และนี่แหละคือความไม่แน่นอนที่แน่นอนที่สุด

โดยส่วนใหญ่ผู้ซื้อมักจะเจอกับปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องคอยตามให้ทันจนทำให้มือใหม่ส่วนใหญ่ลืมออกมามองสถานการณ์ในมุมกว้างเพื่อวางแผนความมั่นคงให้กับการลงทุน เราขอแนะนำว่าทัศนคติในการมองความผันผวนต่าง ๆ อย่างเป็นกลาง มีสติ เป็นเรื่องสำคัญที่จะพาคุณไปสู่ความสำเร็จได้เหมือนกัน

แล้วถ้าเป็น moving average line general circulation ล่ะมันคืออะไรกันแน่?

เอาล่ะ 6 บรรทัดข้างล่างนี้น่าจะทำให้คุณเข้าใจอะไรได้ง่ายมากขึ้นและเราจะเรียกเป็น stage เพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้นดีกว่า

ลำดับของ moving average lines
– Short term • Medium term • Long term • • Stage 1
– Medium term • short term • long term • • Stage 2
– Medium term • Long term • Short term • • Stage 3
– Long term • Medium term • Short term • • Stage 4
– Long term • Short term • Medium term • • Stage 5
– Short term • Long term • Medium term • • Stage 6

แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงจะดูสลับกันไปมาก็จริงแต่สุดท้ายแล้วมันจะเป็นไปตามลำดับขั้นที่เราได้ยกขึ้นมาให้คุณดูข้างบนนี้และนี่คือเหตุผลที่เราอยากให้คุณได้ลองอ่านทั้ง 6 Stage ข้างบนดี ๆ นั่นเอง
และนี่ก็เรียกได้ว่าเป็น moving average line general circulation ซึ่งการเคลื่อนย้ายข้างบนนั้นเรียกกันว่า “regular order” หรือ “forward” และอีกประมาณ 70% ในความผันผวนของราคานั้นก็มักจะเป็นไปในด้านที่ดีอีกด้วย

จากนั้นส่วนที่เหลือของการเปลี่ยนแปลงล่ะไปอยู่ที่ไหน…ที่อยู่ของอีก 30% มันคือความเคลื่อนไหวที่เป็นระเบียบนั่นเองและเราจะเรียกมันว่า “reverse order” หรือ “backwards” ซึ่งแน่นอนว่ามันสวนทางอยู่กับ “regular order” หรือ “forward” นั่นเอง

มาลองดูชาร์ตจริงข้างล่างนี้กันเลยดีกว่า

จากชาร์ตที่เราเห็นกันข้างบนจะเห็นได้ชัดเลยว่าในรอบ 7 เดือนนั้นส่วนใหญ่จะ ”forward” มีเพียงส่วนเดียวเท่านั้นที่ “backwards

ต่อไปเราอยากให้คุณได้ลองดูชาร์ตข้างล่างนี้ชัด ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับ Stage ในรูปข้างล่างนี้บ้างและแน่นอนมันทำให้คุณเห็นว่า moving average line ทั้ง 3 เส้นนั้นเคลื่อนย้ายราคาขึ้นลงในตำแหน่งซ้ำ ๆ กันนั่นเอง

ต่อไปมาวิเคราะห์ macro cycle กันบ้างดีกว่า

นี่คือไกด์นำทางให้คุณวิเคราะห์general circulation ตามเรามาได้เลยและแน่นอนว่ามันคือสิ่งที่จะทำให้การค้าของคุณก้าวไปข้างหน้าได้และแน่นอนถ้าคุณจะค้าขายในตลาดนี้แล้วล่ะก็การเรียนรู้ general circulation เอาไว้บอกเลยว่ามีแต่ได้กับได้

– ราคาส่วนใหญ่มีความผันผวนไปในทางบวกและเปลี่ยนไปตามการย้ายของ Stage
– การเปลี่ยนแปลงใน Stage จะเกิดขึ้นเฉพาะกับ forward หรือ reverse order เท่านั้นและจะไม่มีการเคลื่อนไหวอื่น ๆ
– การเปลี่ยน Stage นั้นจะเกิดขึ้นแบบ Step by Step ไม่มีการข้ามขั้น อย่างเช่นไปที่ Stage 3 ก่อนแล้วก็กลับมาที่ Stage 1 สิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น
– แม้ว่าจะเกิด reverse order แต่แน่นอนที่สุดคือมันจะเกิดขึ้นแค่ชั่วคราวเท่านั้นแล้วสุดท้ายมันก็จะกลับมาเป็นปกติ
– และถ้ามันเกิดขึ้นจริงอย่างข้อข้างบนก็จะมีเพียง 1-2 Stage เท่านั้นที่ย้อนกลับหลังจากนั้นมันก็จะย้ายตามลำดับไปข้างหน้า
– และความยาวนานที่นานที่สุดก็คือ stage 1 และ stage 4 นั่นเอง
– แต่ใน Stage 2 3 5 และ 6 นั้นจะเปลี่ยนผ่านไปอย่างรวดเร็ว
– ถ้าเกิด Stage 1และ 4 สั้นและกลายเป็น Stage 2 3 5 6 ยาวนั้นก็เป็นไปได้ว่ามันจะมีจุดเชื่อมต่อกันอยู่

แต่ถ้าคุณต้องการดู Stage ที่เกิดขึ้นอยู่ตอนนี้การมองไปที่เส้น moving average ทั้ง 3 เส้นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้คุณรู้สถานการณ์ปัจจุบัน

และแน่นอนที่สุดเมื่อคุณรู้ขั้นตอนปัจจุบันคุณก็จะรู้ Stage ต่อไปและสามารถพัฒนาต่อไปได้ตามขั้นตอนที่ควรจะเป็นนั่นเอง

อย่างถ้าคุณกำลังเจอ Stage 6 อยู่มีความเป็นไปได้แค่ขั้นต่อไปมันจะเป็น Stage 1 หรือย้อนกลับมาเป็น Stage 6 นั่นเอง

แต่ถ้าคุณไปเจอตอนที่เป็น Stage 1 พอดีจะเรียกได้ว่าคุณโชคดีก็ได้เพราะมันจะมีแนวโน้มที่จะมีเสถียรภาพมากขึ้นและคุณก็จะได้เริ่มพิจารณาไปตามขั้นตอนตั้งแต่ต้นนั่นเอง

คุณยังต้องวิเคราะห์ giant circulation ให้เป็นเพื่อเอามาเป็นตัวช่วยด้วย

ถ้าจะพูดถึงการวิเคราะห์ general circulation เมื่อคุณได้เรียงลำดับทั้ง 3 เส้นของ moving average แล้วนั้นถ้าทั้ง 3 เส้นมีแนวโน้มจะขึ้นไปขวาบนแน่นอนว่ามันถึงเวลาที่คุณควรจะเริ่มซื้อทันที และเมื่อทั้ง 3 เส้นที่อยู่ในช่วง medium term เริ่มสั้นลงนั่นแหละเวลาที่คุณควรจะขาย และถ้าผ่านไปแล้วเส้นทั้ง 3 ของคุณยังคงเดิมเราก็ขอแนะนำให้คุณถือเอาไว้ก่อนหรือถ้าคุณพอจะคาดเดาเหตุการณ์ต่อไปได้แล้วนี่ก็ถือเป็นกลยุทธ์พื้นฐานที่คุณจะได้เริ่มเรียนรู้

BASIC MACHINE POINT

ควรซื้อ = เมื่อเส้นทั้ง 3 ขึ้นไปทางด้านขวาใน Stage 1
ควรขาย = เมื่อเส้นทั้ง 3 หล่นลงมาทางขวาใน Stage 4

Basic hand-held point

เมื่อเส้นทั้ง 3 ของคุณเริ่มเปลี่ยนไป (คุณสามารถคาดการณ์การเกิดขึ้นของมันได้) และนี่แหละคือข้อได้เปรียบของคุณคุณสามารถถือหุ้นได้เยอะเพราะคุณวิเคราะห์มันได้อย่างถูกทางแล้ว เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่มักจะเลือกเก็งกำไรระยะสั้นและสุดท้ายก็จะขายออกไปและได้กำไรขึ้นมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่เมื่อคุณรู้จักกับการวิเคราะห์ general circulation แม้ว่าจะต้องเจอกับตลาดที่ใหญ่ขึ้นคุณก็สามารถเอามาปรับใช้และตามทันแนวโน้มอยู่ดีและถ้าสัญญาณที่เราได้บอกคุณเอาไว้ข้างบนทั้งขึ้นหรือลงยังไม่ออกมาล่ะก็สิ่งที่คุณต้องทำก็แค่ถือมันเอาไว้อย่างนั้นแค่นั้นเอง

แต่มันก็มีข้อเสียอยู่เหมือนกันนั่นก็คือมันจะวิเคราะห์สิ่งต่าง ๆ ได้ยากขึ้นถ้าเกิด Stage อยู่ในสภาวะที่ไม่ปกติและมันสามารถเข้ามากระทบคุณได้แม้ว่ามันจะเป็นเพียงแนวโน้มเล็ก ๆ ก็ตามและมันก็อาจทำให้กำไรของคุณหดหายไปได้เลยทีเดียว ดังนั้นถ้าคุณเข้าใจกฎของการเปลี่ยนแปลง Stage แล้วคุณก็จะสามารถรับมือกับสิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้นนั่นเอง

มารู้จักแต่ละ Stage ให้ลึกขึ้นดีกว่า

Stage 1 (short-term, medium term, long term from the top)

เป็นช่วงที่ใช้เวลานานและมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถ้าเส้นทั้ง 3 ขึ้นไปทางขวาก็แน่นอนว่าขั้นตอนนี้เริ่มมีขอบในการซื้ออยู่ แต่ถ้าระยะนี้จบลงในระยะสั้น ๆ แล้วล่ะก็มีความเป็นไปได้ว่ามันอาจจะเข้าสู่ Mating Market

Stage 2 (from top to middle, short term, long term)

มีความเป็นไปได้สูงว่าการเพิ่มขึ้นของเส้นทั้ง 3 มาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว แต่ไม่แน่มันอาจะมีการกลับไปที่ Stage 1 ได้อยู่ ถือเป็นช่วงทดสอบแนวโน้มซึ่งเหมาะกับการทดลองขายไม่น้อยเลยทีเดียว

Stage 3 (from top to middle, long term, short term)

เริ่มเข้าสู่ช่วงขาลงของตลาดและช่วงระยะนี้จะเกิดขึ้นเพียงสั้น ๆ แต่อย่างที่ได้บอกกันไปข้างบนแล้วว่าถ้าช่วง Stage 2 และ 3 เกิดนานกว่าปกติอาจจะเป็นไปได้ว่ามีการเชื่อมต่อกันของตลาดอยู่ ในช่วงต้นของ Stage นี้คุณอาจจะลองพิจารณาขายก็ได้

Stage 4 (long-term, medium term, short term from the top)

ช่วงนี้อย่างที่เคยบอกกันไปแล้วว่าจะกินระยะเวลานานอยู่พอสมควรและมีแนวโน้มที่จะลดลงอย่างต่อเนื่อง เส้นทั้ง 3 ที่ลดลงจะบอกคุณได้ถึงการขายแต่ถ้าบังเอิญ Stage นี้ดันจบลงแบบสั้น ๆ นั่นก็หมายความว่ามันอาจจะก้าวไปสู่การเกิด Mating Marketก็เป็นได้

Stage 5 (long-term, short-term, medium term from the top)

นี่แหละข่าวดีของผู้ขายข่าวร้ายของผู้ซื้อจะเกิดขึ้นในช่วงนี้แหละเพราะว่ามันกำลังเดินทางมาถึงจุดสิ้นสุดของการตกลงมาของตลาดแล้ว คุณอาจจะพอคว้ากำไรมาได้บ้างจาก Stage 4 และเป็นสัญญาณบอกให้คุณรู้ว่าคุณควรรีบซื้อเก็บไว้เพราะมันใกล้เวลาของคุณแล้ว

Stage 6 (short term, long term, medium term from the top)

ช่วงนี้ตลาดจะเริ่มสูงขึ้นและถ้าคุณซื้อเอาไว้ในช่วงที่ผ่านมาทันล่ะก็มันคือช่วงเวลาที่คุณจะยิ้มหน้าบานได้ไม่ยากอย่างแน่นอน แต่มันก็ยังมีความเป็นไปได้ที่ระยะเวลาในช่วงนี้จะยาวกว่าที่คาดเอาไว้และมันก็เป็นจุดที่คุณต้องระวังเพราะมันอาจจะเป็นจุดเชื่อมต่อของตลาดก็เป็นได้

Investwallet

Investwallet

Author archive

สื่อทางการเงินที่เป็นประโยชน์สำหรับการจัดการสินทรัพย์



Related post

  1. เทคนิคการวิเคราะห์เบื้องต้นของ &…
  2. มาเริ่มรู้จักแผนภูมิให้ลึกขึ้นกั…
  3. สไตล์การซื้อขาย Forex
  4. มารู้จักกับการวิเคราะห์ Technica…
  5. มารู้จักกับ 22 รูปแบบของ Chart ใ…
  6. เทคนิคการวิเคราะห์เบื้องต้นของ &…

โพสต์แนะนำ

7 เทคนิคการเอาชนะในสังเวียน Forex

วิธีการที่คุณจะได้รับชัยชนะจาก Forex มีอยู่ 2 ทางน…

เงินดิจิตอล(Cryptocurrency) Cardano(ADA) คือ

Cardano(ADA) คือ เงินดิจิตอล(Cryptocurrency)ที่ถูก…

เงินดิจิตอล(Cryptocurrency) Ripple(XRP)คืออะไร

Ripple(XRP)นั้นมีเป้าหมายที่จะมีบทบาทสำคัญในการส่ง…

เงินดิจิตอล(Cryptocurrency) NEM(XEM) คืออะไร

NEMเป็นโปรเจ็คเงินดิจิตอล(Cryptocurrency)ที่สร้างข…

เงินดิจิตอล(Cryptocurrency) Ethereum คืออะไร

Ethereum รูปแบบที่แท้จริงของ Serenity จะสามารถกลาย…

NIKKEI 1DAY

New York Dow 1DAY

Nasdaq 1DAY

PAGE TOP